Infinite Technology Corporation
สร้างเทคโนโลยี เพื่อแก้ปัญหา
บริษัท อินฟินิท เทคโนโลยี คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นผู้นำตลาดสินค้าเทคโนโลยีและอิเล็คทรอนิกส์ ที่เติบโตจากการนำเทคโนโลยีเข้ามาแก้ปัญหาให้กับองค์กรต่างๆ ด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพจึงช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับธุรกิจเหล่านั้น และด้วยการบริหารงานของคุณ มนตรี วรรณา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินฟินิท เทคโนโลยี คอร์ปอเรชั่น จำกัด จึงทำให้บริษัทฯ สามารถสร้างรายได้เข้าบริษัทฯ ได้จำนวนหลายร้อยล้านปีต่อปี จนกระทั่งได้รับรางวัล Bai Po Business Awards by Sasin ครั้งที่ 9 จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โดยเป็นผู้ประกอบการยอดเยี่ยมถึง 3 มิติ คือการสร้างธุรกิจด้วยพลังแห่งการเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) การให้ความสำคัญต่อลูกค้า (Customer Focus) และความเป็นผู้นำของผู้บริหารกิจการและการสร้างทีม (Leadership & Team Building)
เมื่อเจาะลึกลงไปจะเห็นว่าความสำเร็จของอินฟินิทฯนั้นเกิดขึ้นจาก การมองเห็นช่องว่างในตลาดด้านผลิตภัณฑ์เทคโนโลยี แล้วนำมาออกแบบ สู่การผลิตสินค้าที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ในราคาไม่แพง
ผลิตจากต้นน้ำเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดที่ปลายน้ำ
อินฟินิทฯเริ่มต้นจากการรวมตัวกันของผู้เชี่ยวชาญกลุ่ม อิเล็คทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ ทำให้อินฟินิทฯมีความสารมารถแข่งขันได้ทั้งเรื่องฟีเจอร์ (Feature) การทำงาน ฟังก์ชัน ความคงทนและราคา ที่สำคัญเขาสามารถออกแบบสินค้าให้เหมาะสมกับองค์กรต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
“จุดเริ่มต้นของเรามีเพียงแค่ความรู้ที่จบจากมหาวิทยาลัย แล้วเอามาประยุกต์ใช้ ผมลองผิดลองถูกมาหลายอย่าง ทั้งทำ UPS (ไฟสำรองฉุกเฉิน) และรับจ้างทำวงจรที่จะแก้ปัญหาให้กับองค์กรต่างๆ ช่วงแรกเรายังหาจุดยืนของตัวเองไม่เจอ จนกระทั้งในปี 2541 เราได้ทำระบบจัดการคิวอัตโนมัติให้กับธนาคารเป็นเจ้าแรกในเมืองไทย เราได้รับเสียงตอบรับที่ดีและเป็นผู้นำตลาด ตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา”
อินฟินิทฯเน้นสร้างเทคโนโลยีเป็นของตนเอง ทำให้มีเทคโนโลยีต้นน้ำหลายตัว และสามารถต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้อย่างหลากหลาย
“คนที่ไม่ได้อยู่ในวงการเทคโนโลยี อาจมองว่าเทคโนโลยีไปเร็วมาก จริงๆแล้วพื้นฐานไม่ไปไหนเลย เพียงแต่ว่าแอพพลิเคชั่น ที่ทำออกมามีความหลากหลายมากขึ้น จริงๆเทคโนโลยีพื้นฐานมีแค่ไม่กี่อย่าง เช่น การสื่อสารผ่าน Wi-Fi, 3G, 4G, Touch Panel, ระบบสั่งการด้วยเสียง, GPS หรือ RFID เหล่านี้เป็นพื้นฐานเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้ว เพียงแต่เราจะนำมารวมกัน ทำให้มีศักยภาพสูงขึ้น เราสามารถหยิบมาใช้ได้หลากหลาย ทั้งเรื่องของสุขภาพ การอำนวยความสะดวกต่างๆ ซึ่งอินฟินิทก็พยายามเอามาประยุกต์ใช้กับธุรกิจที่เราทำอยู่
อินฟินิทฯพยายามเติมสินค้าเข้าไปในตลาด อย่างระบบติดตามยานพาหนะ (GPS Tracking) ภายใต้แบรนด์ Forth Tracking, ตู้แดงอิเล็กทรอนิกส์ (e-Red Box) เป็นตู้ลงเวลาสำหรับตำรวจสายตรวจที่สามารถตรวจสอบการทำงานของสายตรวจได้ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์, ระบบแนะนำช่องจอดรถอัจฉริยะ (Parking Guidance) ตรวจเช็คช่องว่างในลานจอดรถ แก้ปัญหาการวนหาที่จอดรถในศูนย์การค้า
“เราออกแบบเครื่องอัตโนมัติไม่เหมือนคู่แข่ง รายอื่นอาจซื้อคอมพิวเตอร์แล้วซื้ออุปกรณ์อื่นๆมาประกอบใส่แล้วต่อระบบ แต่เมื่อเจอการแข่งขันที่สูง เขาจะไม่สามารถต่อสู้ได้เพราะต้นทุนสูง แต่สินค้าของเราทำตั้งแต่ต้นน้ำ โดยเฉพาะตั้งแต่การผลิตแผ่นวงจรเพื่อควบคุมระบบ และออกแบบซอฟต์แวร์ของเราเอง ทำให้สินค้าของเรามีความเร็วกว่า ไม่ต้องเสียเวลาบู๊ตเครื่องและไม่ต้องห่วงเรื่องไวรัส เพราะเราเป็นระบบปิด ซึ่งอุตสาหกรรมในต่างประเทศจะใช้ระบบนี้ทั้งหมด นี่คือจุดเด่นของอินฟินิทฯที่เราสามารถออกแบบสิ่งเหล่านี้ได้เอง แน่นอนว่าความสามารถในการแข่งขันของเรามีอยู่แล้ว และเรื่องคุณภาพสินค้าก็ดีกว่าผู้ผลิตรายอื่นเพราะเป็นเรื่องเฉพาะทางที่เราถนัด และการผลิตจากต้นน้ำทำให้เราสามารถแข่งขันด้านราคาได้”
ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ของอินฟินิทฯล้วนเน้นแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจให้กับองค์กรต่างๆ ลักษณะธุรกิจของอินฟินิทฯจึงเป็นแบบ B to B (Business to Business) แต่ในอนาคตอาจจะออกแบบเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้โดยตรง อาทิ ระบบจองคิวออนไลน์ผ่านแอพพลิเคชั่นบนมือถือ ผู้ใช้จะได้รับ e-Ticket และเห็นความคืบหน้าผ่านแอพพลิเคชั่น เมื่อใกล้ถึงคิวจะมีสัญญาณเตือนขึ้น ผู้ใช้จึงสามารถไปช็อปปิ้งหรือทำธุระอย่างอื่นต่อได้
“แนวคิดสมัยก่อนเราเป็นวิศวกร เราก็คิดว่าเราจะต้องทำนวัตกรรมขายจึงจะขยายธุรกิจได้เหมือนแอปเปิล หรือไมโครซอฟท์ แต่ตอนนี้เริ่มคิดว่าเราเอาเทคโนโลยีที่เราทำไปช่วยให้คนอื่นรวยมาเยอะแล้ว เราน่าจะคิดทำเทคโนโลยีเพื่อทำธุรกิจเอง แต่เราก็คงต้องมีทั้ง 2 ส่วน คือทำเทคโนโลยี เพื่อไปแก้ปัญหาให้กับองค์กรอื่น ขณะที่อีกส่วนหนึ่งก็ทำออกมาเป็นสินค้าของเราเอง”
แข็งแกร่งจากรากฐาน
ธุรกิจของอินฟินิทฯเป็นธุรกิจแบบครบวงจร ตั้งแต่วิจัยและพัฒนา ผลิต จัดจำหน่าย ติดตั้งและบริการหลังการขาย มีพนักงานในบริษัทกว่า 120 ท่าน ซึ่งเพียงพอกับอัตราการผลิตสินค้าที่มีอยู่ ซึ่งบุคลากรที่มีอยู่นี่เอง เป็นหนึ่งในจุดแข็งของอินฟินิทฯ เพราะทีมงานอายุยังน้อย เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีไฟในการทำงาน ทำให้เวลาคิดจะทำอะไรสามารถทำได้เร็ว ประกอบกับการบริหารจัดการของคุณมนตรีที่แบ่งการทำงานออกเป็น 4 สายคือ ด้านบริหารจัดการ ด้านวิจัยและพัฒนา ด้านขาย และด้านบัญชีและการเงิน ซึ่งทำให้ผู้บริหารอย่างเขาลดภาระที่จะต้องลงไปดูงานเองทั้งหมด ได้เป็นอย่างดี
“ผมศึกษามาเยอะพอสมควรว่าจุดอ่อนของการบริหารงานในอินฟินิทฯคืออะไร และทำอย่างไรจะพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว ผมว่าเราต้องให้ความสำคัญกับระดับล่าง คือระดับหัวหน้างานกับผู้ปฏิบัติการ คน 2 กลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญมากในการบริหารหากเป็นหน่วยเล็ก อย่างหัวหน้างาน 1 คน มีพนักงานอีก 3 คน เขาสามารถจะทำได้อย่างดี จะทำให้ข้างบนทำงานง่าย นโยบายที่สั่งลงมานำไปปฏิบัติได้จริง
“บริษัทญี่ปุ่นซื้อเทคโนโลยีของเราไป เราก็ส่งวิศวกรไปเซตอัพระบบและเทรนนิ่ง เราไปเห็นพฤติกรรมเขาอย่างหนึ่งคือทุกเช้าเขาจะมีการออกกำลังกาย หลังจากนั้น ผู้ปฏิบัติการกับหัวหน้างานจะคุยกันทุกเช้า ซึ่งเนื้อหาที่คุยจะกำหนดกรอบชัดเจน อย่างเช่น เมื่อวานเรากำหนดจะต้องทำงาน 3 เรื่อง ทำแล้วสำเร็จไหม ถ้าไม่สำเร็จวันนี้จะแก้ไขอย่างไร จะมีการโค้ชชิ่งทุกเช้า ซึ่งเขาจะเห็นความเคลื่อนไหวของลูกน้องแต่ละคน จะทำให้การประเมินระหว่างหัวหน้างานกับลูกน้องค่อนข้างตรง และรู้จุดอ่อนจุดแข็งได้เป็นอย่างดี งานก็จะไม่หลุด นโยบายที่ลงมาจากข้างบน ก็จะได้รับการปฏิบัติได้ตรง
“ขั้นตอนของระดับหัวหน้างานและผู้ปฏิบัติการ ก็จะมีการส่งต่อข้อมูลและการโค้ชชิ่งเป็นระดับสูงขึ้นไปอีก ซึ่งเนื้อหาจะถูกสรุปขึ้นมาเป็นทอดๆ เข้าถึงมือผู้บริหาร แต่ถ้าหากผู้บริหารอ่านสรุปข้อมูลแล้วยังมีข้อสงสัย สามารถดึงข้อมูลที่มีรายละเอียดจากแต่ละระดับมาดูได้เลย ถ้าผมสามารถสร้างระบบนี้ขึ้นมาได้ ผมเชื่อว่าอินฟินิทฯจะไปได้ค่อนข้างเร็ว
ในอนาคต คุณมนตรีวางแผนไว้ว่าหากบริษัท เติบโตขึ้นอีกระดับ อินฟินิทฯจะมุ่งเน้นส่วนที่ถนัดคือ เป็นนักพัฒนา ผลิตออกมาและส่งให้กับพาร์ตเนอร์ ไปติดตั้งและดูแลหลังการขาย
อินฟินิทฯกำลังเติบโตและพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ทั้งในแง่ของการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการขยายตลาดไปยังภูมิภาคอาเซียนหลายประเทศ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ลาว เมียนมา โดยรุกตลาดด้วยระบบที่จอดรถอัจฉริยะ และระบบคิวอัตโนมัติเพราะเป็นประเทศเปิดใหม่
“ที่ลาว เขมร ญี่ปุ่น ก็มีพาร์ตเนอร์ที่มาซื้อผลิตภัณฑ์ของเราไป ที่เมียนมาเราก็มีดีลเลอร์อยู่ โดยให้เขาทำตลาดแล้วเราช่วยสนับสนุน ตอนนี้เมียนมากำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อย่างถนนหรือเครือข่ายสื่อสาร ซึ่งสินค้าของเรายังไม่โดดเด่นเท่าไร แต่มียอดซื้ออยู่ตลอด เทคโนโลยีของเราหลายอย่างต้องพึ่งอินเตอร์เน็ต จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำตลาด เพราะว่าค่าอินเตอร์เน็ตเขายังแพงและสัญญาณยังไม่เสถียร ตอนนี้คนของเราพร้อมที่จะขยายธุรกิจแล้ว รอแค่โครงสร้างพื้นฐานเขาแข็งแรง เราก็พร้อมจะรุกทันที แต่ตอนนี้ในประเทศไทยยังมีโอกาสให้เราโตอีกมาก
